คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือเชลซี จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผย ดิดิเยร์ ดร็อกบา ติดไข้มาลาเรียจนช่วยทีมไม่ได้อย่างเต็มที่ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ดาวยิงไอเวอรี โคสต์ ฟิตแล้วและพร้อมสำหรับเกมกับ ฟูแลม ในวันพุธที่ 10 พฤศจิกายนนี้

       

       ดร็อกบา มีชื่อเป็นตัวสำรองและได้ลงเล่นในครึ่งหลังของเกมลีกนัดล่าสุดที่ เชลซี พ่ายต่อ ลิเวอร์พูล 0-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ช่วงก่อนหน้านี้ดาวยิงวัย 32 ปีเป็นไข้หวังที่ยังไม่ทราบว่าเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใด กระทั่งผลเลือดออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายนยืนยันว่าเป็นไข้มาลาเรีย

       

       "เราเพิ่งทราบเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ผลเลือดแสดงให้เห็นว่าเขาติดเชื้อมาลาเรีย ผมไม่รู้ว่าเขาติดมาจากไหน เขามีปัญหาจากไวรัสตัวนี้ เขาสูญเสียพละกำลังและไม่ได้ฝึกซ้อม รวมถึงไม่อยู่ในสภาพที่เต็มร้อย แต่เขาได้รับการรักษาและตอนนี้หมดปัญหาแล้ว เขาจะกลับมาสู่ฟอร์มการเล่นที่ดีในเร็ววัน" อันเชล็อตติ เปิดเผยที่สนามซ้อมของ เชลซี เมื่อวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน

       

       แม้จะได้ ดร็อกบา กลับมาลงเตะกับ ฟูแลม ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่ เชลซี ยังไม่มี แฟรงค์ แลมพาร์ด ห้องเครื่องตัวเก่งต่อไป รวมถึงอาจขาด นิโกลาส์ อเนลกา กองหน้าชาวฝรั่งเศส และ อเล็กซ์ กองหลังแซมบ้า ที่มีปัญหาเจ็บหลังและหัวเข่าตามลำดับ

       

       โค้ชชาวอิตาเลียนต้องการให้ลูกทีมทำผลงานอย่างดีที่สุดในสองเกมต่อไปซึ่งรวมถึงแมตช์กับ ซันเดอร์แลนด์ ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายนเพื่อรักษาช่องว่างของคะแนนบนตาราง หลังจากถูกรองจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่จี้เหลือเพียง 2 แต้ม

       

       "เราบุกไปแพ้ลิเวอร์พูลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เราต้องมองไปข้างหน้า เราสามารถทำให้อันดับให้ดีขึ้นจากสองเกมต่อไป เราหวังจะทำให้ดีที่สุดในแมตช์เหล่านี้" อันเชล็อตติ กล่าว





ที่มา : manager Online


Click here to Read more...

       รอย ฮอดจ์สัน และ คาร์โล อันเชล็อตติ ต่างซูฮกผลงาน เฟร์นานโด ตอร์เรส ในเกมเบิ้ลสกอร์ช่วย ลิเวอร์พูล เปิดบ้านทุบชนะ "สิงห์บลูส์" เชลซี 2-0 ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บิ๊กแมตช์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้านดาวยิงทีมชาติสเปนเร่งเร้าแข้ง "หงส์แดง" เดินหน้าเก็บชัยอย่างต่อเนื่อง




       ลิเวอร์พูล จิกชัยในลีกได้เป็นนัดที่สามติดต่อกัน หลังเปิดแอนฟิลด์ พิชิตชัยเหนือจ่าฝูง เชลซี 2-0 โดยได้ประตูจากการเหมายิงของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ในครึ่งแรก จากชัยชนะนัดนี้ทำให้ "หงส์แดง" เก็บเพิ่มเป็น 15 คะแนนจาก 11 นัด ขึ้นมาอยู่ที่ 9 ของตาราง ห่างจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี (อันดับ 4) โควตาสุดท้ายในการซิวตั๋วยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 5 แต้ม ขณะที่ "สิงห์บลูส์" แม้นำฝูงด้วยการมี 25 คะแนน แต่ก็โดน "ผีแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด หายใจรดต้นคอเหลือแค่ 2 แต้ม

       

        ภายหลังการแข่งขัน รอย ฮอดจ์สัน กุนซือ "หงส์แดง" ออกมาชมเชยกองหน้าซูเปอร์สตาร์ "ผมยินดีกับฟอร์มการเล่นของ เฟร์นานโด (ตอร์เรส) เขาถูกวิจารณ์ในสิ่งที่ไม่คู่ควรจากการที่ทีมของเราไม่ชนะในหลายนัด มาวันนี้หลายคนคงต้องกลับไปพูดว่า เฟร์นานโด นั้นยอดเยี่ยม ส่วน ลิเวอร์พูล วันนี้เล่นกันได้ดียิ่งในครึ่งแรก ขณะที่ เชลซี เล่นดีในครึ่งหลัง แต่เราต้องขอบคุณ เปเป เรนา และคานประตูที่ช่วยให้เราไม่เสียประตูในนัดนี้ ผมมีความสุขกับผลการแข่งขัน ทว่าเราก็ต้องเสีย 2 กองหลังคนสำคัญอย่าง เกล็น จอห์นสัน กับ โซติริออส คีร์เกียกอส ในช่วงก่อนเกม"

       

        ด้าน ตอร์เรส กล่าวเชิงปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมบ้าง "เราเริ่มต้นฤดูกาลกันไม่ดีนัก แต่ทีมเริ่มเล่นกันได้ดีขึ้น เพราะเราต้องการๆ ทำงานร่วมกันระหว่างกุนซือใหม่ (ฮอดจ์สัน) กับผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาใหม่ ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ขึ้นมาอยู่กลางตารางแล้ว เราอาจยังไม่ใช่ทีมระดับเชลซี แต่เราสามารถเล่นกันได้เหนียวแน่นและมีคุณภาพแบบนี้ได้อีก เราต้องเก็บชัยชนะกันต่อไป แม้ทีมชนะ 3 เกมในรอบสัปดาห์ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามีแต้มให้เก็บเกี่ยวกันอีก ส่วนวันนี้ผมไม่รู้ว่านี่คือฟอร์มที่สุดยอดหรือยัง บางทีมันอาจจะมาในไม่ช้า ผมหวังไว้อย่างนั้น และก็พร้อมรับมือกับทุกอย่าง (เสียงวิจารณ์)"

       

        ขณะที่ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือ "สิงห์บลูส์" ซูฮกหอกสเปนเช่นกัน "สองประตูของ เฟร์นานโด (ตอร์เรส) ยอดเยี่ยมจริงๆ มันแสดงให้เห็นว่าเขาฟิตสมบูรณ์และกลับมาอยู่ในช่วงที่ดีเยี่ยมแล้ว เขาเป็นสุดยอดกองหน้า การที่เราตกเป็นรองถึงสองประตู ทำให้ยากที่จะกลับมาได้ในครึ่งหลัง วันนี้ ลิเวอร์พูล เล่นเกมรับกันได้ดีตลอดทั้ง 90 นาที นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาสมควรเป็นผู้ชนะ ส่วนเราไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะชนะทุกนัด แต่เชลซียังนำหัวตาราง บางครั้งความพ่ายแพ้ก็ทำให้จิตใจของคุณแกร่งขึ้นมาได้เหมือนกัน เราคงต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการลงไปชนะในเกมหน้า (เปิดบ้านเจอ ฟูแลม คืนวันพุธนี้)"




ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...